วินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัทแพลนทูพร้อมท์ จำกัด โจทก์
ที่ ๖๐๙/๒๕๖๘ บริษัทอีฟงจาย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการจัดสรรที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและผู้ถือหุ้น จำเลยทั้งสองทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารสตูดิโอและอาคารสำหรับพักอาศัยตกลงค่าจ้าง ๑๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท แบ่งชำระค่าจ้างตามงวดงาน ระหว่างการก่อสร้างจำเลยทั้งสองให้โจทก์สำรองจ่ายค่าอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านพักอาศัยและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขอใบอนุญาตก่อสร้างแทนจำเลยทั้งสองไปก่อน รวมทั้งให้โจทก์แก้ไขงานก่อสร้าง โจทก์ทำงานที่รับจ้างเสร็จบางส่วนและส่งมอบให้จำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าจ้างตามสัญญา เงินที่โจทก์สำรองจ่าย และค่าจ้างงานเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว
แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ยื่นคำแถลงว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างและทำสัญญารับจ้างก่อสร้างอาคารสตูดิโอและอาคารสำหรับพักอาศัยโดยเรียกค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓
ส่วนจำเลยที่ ๒ ซึ่งลงลายมือชื่อในสัญญาในฐานะผู้ว่าจ้างนั้น แม้เป็นบุคคลธรรมดาแต่เป็นชาวต่างชาติและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร เมื่อได้ความจากคำแถลงของโจทก์พร้อมเอกสารแนบท้ายว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินอันเป็นสถานที่ทำการก่อสร้างและเป็นผู้ขออนุญาตก่อสร้างอาคารตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกันเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ในมูลสัญญาจ้างทำของ จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)
วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์