คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ซ โจทก์
ที่ ๖๒/๒๕๖๗ บริษัท บ จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม ๗ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นอดีตกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ส่วนจำเลยที่ ๔ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนปัจจุบัน จำเลยที่ ๕ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเป็นผู้บริหารโรงแรม อ มีจำเลยที่ ๖และที่ ๗ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ กระทำการแทน โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการใช้ห้องพักและบริการโรงแรม อ กับจำเลยที่ ๑ ราคา ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยในขณะทำสัญญายังไม่มีการก่อสร้างโรงแรมดังกล่าว มีข้อตกลงว่าภายใน ๑๕ ปี โจทก์มีสิทธิเข้าพักอาศัยได้ปีละ ๑๕ วัน โจทก์จะได้รับเงินคืนปีละ ๓๗๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันชำระค่าสิทธิครบถ้วนจนถึงวันที่ก่อสร้างเสร็จและเปิดดำเนินการ เมื่อโรงแรมเปิดดำเนินการแล้ว โจทก์จะได้รับเงินปีละ ๖๗๕,๐๐๐ บาท ตลอดระยะเวลาตามสัญญาเมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยที่ ๑ จะชำระเงินให้แก่โจทก์ ๘,๒๕๐,๐๐๐ บาทภายหลังทำสัญญา โจทก์ชำระเงินค่าซื้อขายสิทธิการใช้ห้องพักครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยทั้งเจ็ดไม่ก่อสร้างโรงแรมให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญาและชำระเงินตอบแทนให้แก่โจทก์เพียงงวดเดียวจำนวน ๓๗๕,๐๐๐ บาท แล้วผิดนัดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งเจ็ดให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการใช้ห้องพักในโรงแรมเพื่อการลงทุน คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาซื้อขายสิทธิการใช้ห้องพักในโรงแรมให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นชาวต่างชาติไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทย เมื่อพิจารณาถึงราคาซื้อขายสิทธิการใช้ห้องพักกับเงินผลตอบแทนที่โจทก์จะได้รับตลอดอายุสัญญา ๑๕ ปีบ่งชี้ว่าโจทก์ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการใช้ห้องพักตามฟ้องเพื่อการร่วมลงทุนและต้องการผลตอบแทน อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลสัญญาซื้อขายสิทธิการใช้ห้องพัก โดยให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์