คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาง ส โจทก์
ที่ ๗๗/๒๕๖๗ นางสาว ว จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์ ๒ คูหา กับโจทก์ ตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่า โจทก์ทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปและส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืน กับให้ชำระหนี้และค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า โจทก์ให้จำเลยเช่าอาคารพาณิชย์โดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ คำว่า การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ และจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้ความว่าโจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้เช่าทรัพย์ ขับไล่ และเรียกค่าเสียหายอีกหลายคดี พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่าโจทก์ให้จำเลยเช่าอาคารพาณิชย์โดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้น ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากอาคารพาณิชย์ที่เช่าอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอันมีมูลจากสัญญาเช่า จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์