ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์       
นาย จ                                                                            โจทก์

ที่ ๖๒๔/๒๕๖๘                                บริษัท ณ จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คน                                   จำเลย

                   โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ ๒ ต่างประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับจำเลยที่ 3 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดโครงการ เบิร์ก แอ็พตัน กับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒ ห้อง มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ ๑ จะชำระผลตอบแทนและรับซื้อห้องชุดคืนจากโจทก์ตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญา และจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาเช่าทรัพย์สินและสัญญารับซื้อห้องชุดกับโจทก์ ตกลงชำระผลตอบแทนแก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดและรับซื้อห้องชุดคืนจากโจทก์เมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญา ภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสามผิดนัดไม่ชำระผลตอบแทนและไม่รับซื้อห้องชุดคืน โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับซื้อห้องชุดคืนและชำระค่าเสียหาย
พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                   จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

               ศาลแพ่งส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่าง ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับโจทก์โดยเรียกราคาเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยที่ ๑ จำนวน 2 ห้อง แม้มีข้อตกลงชำระผลตอบแทนและรับซื้อห้องชุดคืน ก็ถือเป็นวิธีการขายห้องชุดของจำเลยที่ 1 ให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย      ดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้อันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติ
วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ รวมกันมาในคดีนี้นั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

                   วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานศาลอุทธรณ์