คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ส. โจทก์
ที่ ๖๗๕/๒๕๖๗ บริษัท พ. ที่ ๑ กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและผู้ถือหุ้น โจทก์ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าบ้านพักในโครงการ ป. กับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑ หลัง มีข้อตกลงว่าเมื่อโจทก์ชำระเงินค่าสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ ๑ ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ ๑ จะจดทะเบียนสิทธิการเช่าบ้านพักให้แก่โจทก์และจะชำระค่ารับประกันการเช่าให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ กับมีข้อตกลงรับซื้อสิทธิการเช่าบ้านพักคืน ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระเงินค่าสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ ๑ ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่ารับประกันการเช่าให้แก่โจทก์ ไม่จดทะเบียนสิทธิการเช่าบ้านพักให้แก่โจทก์ ทั้งยังจดทะเบียนจำนองที่ดินอันเป็นที่ตั้งโครงการกับธนาคารโดยไม่มีเจตนาไถ่ถอนและจำเลยทั้งสามร่วมกันยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กู้ยืมเงินจำนวนมากโดยไม่มีการเรียกดอกเบี้ย ไม่มีหลักประกัน โดยมีเจตนาฉ้อฉลที่จะไม่ชำระค่าตอบแทนการรับประกันการเช่าและไม่อาจจดทะเบียนสิทธิการเช่าบ้านพักให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และโจทก์ขอใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ ๑ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ คืนเงินที่กู้ยืมจากจำเลยที่ ๑ แก่จำเลยที่ ๑ หรือให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นำเงินที่กู้ยืมจากจำเลยที่ ๑ มาชำระหนี้แก่โจทก์
จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์เป็นนักลงทุนเพื่อเก็งกำไร คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าบ้านพักให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาชาวต่างชาติทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าบ้านพักเพียง ๑ หลัง แม้มีข้อตกลงชำระค่าตอบแทนการรับประกันการเช่าและข้อตกลงรับซื้อคืน ก็ถือเป็นวิธีการขายสิทธิการเช่าบ้านพักของจำเลยที่ ๑ ให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจซื้อขายหรือให้เช่าบ้านพัก พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากบ้านพักตามฟ้อง โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ อันมีมูลจากสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าบ้านพักจึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์