ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์   นาย น                                                                                                       โจทก์

ที่ ๖๘๖/๒๕๖๘                               บริษัท ณ จำกัด (มหาชน) หรือบริษัท ส  จำกัด (มหาชน)ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน          จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองต่างประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการณุศาชีวานี่พัทยา กับจำเลยที่ ๑ รวม ๖ หลัง มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ ๑ จะชำระผลตอบแทนและรับซื้อคืนเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในสัญญา หลังจากโจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาเช่าทรัพย์สิน สัญญาเช่าสังหาริมทรัพย์ และสัญญารับซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์ ตกลงว่าจะชำระค่าเช่าตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา ภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระผลตอบแทนและไม่รับซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีบริโภค ขอให้ยกฟ้อง

              จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์โดยเรียกราคาเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็น
ผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์แม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม ๖ หลัง ซึ่งเกินกว่าความจำเป็นในการใช้อยู่อาศัย พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภคแต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสัญญาจะซื้อจะขาย โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานศาลอุทธรณ์