ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์       นางสาวศ.                                                             โจทก์

ที่  48/๒๕๖8                                 นายด.                                                                จำเลย                            

              โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยหลายครั้ง ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒ ถึง ๓ ต่อเดือน โดยโจทก์และมารดาโจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ xxxxxx ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมบ้านพักอาศัยเลขที่ xx/xxx ไว้กับจำเลยเพื่ออำพรางการกู้ยืมเงิน กำหนดสินไถ่ไว้ ๗๘๔,๕๕๐ บาท เมื่อครบกำหนดเวลาไถ่ โจทก์และจำเลยตกลงขยายระยะเวลาไถ่ออกไปหลายครั้งแต่โจทก์ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยได้ครบถ้วน จำเลยจึงไม่ยินยอมขยายระยะเวลาไถ่อีก เมื่อพ้นกำหนดเวลาไถ่ จำเลยให้โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวจากจำเลยตกลงค่าเช่าเดือนละ ๑๘,๐๐๐ บาท ภายหลังทำสัญญาโจทก์ไม่สามารถชำระค่าเช่าได้ จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาและให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยแล้วมากกว่า ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาท ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพร้อมบ้านพักอาศัยตามฟ้อง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าว กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

                  พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า โจทก์และมารดาโจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ xxxxxx ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมบ้านพักอาศัยเลขที่ xx/xxx ไว้กับจำเลยเพื่ออำพรางการกู้ยืมเงินซึ่งหากฟังดังที่โจทก์อ้างจะต้องบังคับตามมูลกู้ยืมเงิน แต่จากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลจังหวัดสมุทรปราการไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงินและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงินเป็นปกติธุระทางการค้า พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า จำเลยให้โจทก์กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้ให้บริการและไม่เป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒มาตรา ๓ โจทก์และจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคต่อกัน ส่วนปัญหาว่าการขายฝากและสัญญาเช่าที่ดินพร้อมบ้านพักอาศัยเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากกับเรียกค่าเสียหายอันมีมูลจากการกู้ยืมเงิน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 
(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)
ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์