คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ป. โจทก์
ที่ ๖๙๑/๒๕๖๗ บริษัท ด. กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย มีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและผู้ถือหุ้น โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๔ เป็นทนายความ โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ดำเนินการเกี่ยวกับคดีที่ศาลแพ่งให้แก่โจทก์ ภริยาโจทก์และบุตรโจทก์ เพื่อคัดค้านการยึดทรัพย์ในคดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ยื่นคำร้องขอให้ยึดทรัพย์ ๒ คดี ตกลงค่าจ้าง ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ กระทำการผิดข้อตกลง ประมาทเลินเล่อ ผิดพลาด และบกพร่องโดยไม่ยื่นคำแถลงประกอบอุทธรณ์ให้แก่ภริยาโจทก์และบุตรโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ ๑๖๔/๒๕๖๒ ไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาให้แก่ภริยาโจทก์และบุตรโจทก์ ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ ๑๖๒/๒๕๖๒ ทำให้โจทก์ ภริยาโจทก์ และบุตรโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินค่าจ้าง แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย และชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์
จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดีหลายประการ และให้การว่าคดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าจำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ให้บริการด้านกฎหมายรวมถึงรับมอบดำเนินการเกี่ยวกับคดีแก่โจทก์โดยเรียกค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง แม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่จากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลอุทธรณ์ได้ความว่า โจทก์เป็นเจ้าของสถานบริการอาบอบนวด ถูกจับกุมและดำเนินคดีในความผิดฐานค้ามนุษย์และฟอกเงิน พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด จึงยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้ยึดทรัพย์สินของโจทก์กับพวกในคดีที่โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ดำเนินการ และปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเอกสารท้ายคำฟ้องว่า โจทก์ตกลงให้เงินค่าความสำเร็จของงานแก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๑๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากบริการที่ได้รับจากจำเลยที่ ๑ อีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลให้บริการและจ้างทำของ โดยให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์