ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์   นาย ป.                                                           โจทก์

ที่  ๖๙๒/๒๕๖๗                           บริษัท ด. กับพวก                                              จำเลย

                 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย มีจำเลยที่ถึงที่ ๔ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและผู้ถือหุ้น โดยจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นทนายความ โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ดำเนินคดีที่ศาลแพ่งตามคำแนะนำของจำเลยที่ ๒ ให้ยื่นคำร้องของดการบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ พ ๒๔๘๐/๒๕๖๒ ซึ่งบริษัท ข. จำกัด ฟ้องขับไล่โจทก์ออกจากอาคารพาณิชย์ ๔ คูหา โดยศาลพิพากษาให้ขับไล่โจทก์และชำระค่าเสียหาย คดีถึงที่สุดแล้วและอยู่ระหว่างการบังคับคดีในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหาย ตกลงค่าจ้าง ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ ๑ จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว ส่วนที่เหลือตกลงชำระเมื่อศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดี แต่จำเลยที่ ๑ กระทำการผิดพลาด บกพร่อง และประมาทเลินเล่อ โดยไม่ให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่โจทก์ ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ละเอียดก่อนยื่นคำร้องของดการบังคับคดี เป็นเหตุให้ศาลแพ่งมีคำสั่งยกคำร้องของดการบังคับคดี ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินค่าจ้าง แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย และชำระค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์

                 จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดีหลายประการ และให้การว่าคดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                 จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                 โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าจำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย จำเลยที่ ๑ ให้บริการด้านกฎหมายรวมถึงรับมอบดำเนินการเกี่ยวกับคดีแก่โจทก์โดยเรียกค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน
จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตราส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างแม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่ปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเอกสารท้ายคำฟ้อง รวมทั้งสำนวนคดีศาลแพ่งพระโขนง หมายเลขดำที่ ผบ ๑๕๘/๒๕๖๗ หมายเลขดำที่ ผบ ๑๖๕/๒๕๖๗ และหมายเลขดำที่ ผบ ๑๖๖/๒๕๖๗ ซึ่งส่งมาให้วินิจฉัยในคราวเดียวกันว่า โจทก์ว่าจ้างและมอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการเกี่ยวกับคดีจำนวนหลายคดีอันมีมูลจากการประกอบธุรกิจของโจทก์ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากบริการที่ได้รับจากจำเลยที่ ๑ อีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลให้บริการและจ้างทำของ โดยให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                 วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์