คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางสาว ณ ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน โจทก์
ที่ ๖๙๙/๒๕๖๘ นาง ศ ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน จำเลย
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ ติดต่อขอกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ ๒ เพื่อนำเงินมาใช้ในการพัฒนาที่ดินสองแปลงและแบ่งแยกที่ดินขาย จำเลยที่ ๒ เป็นตัวกลางประสานงานนำเงินจากจำเลยที่ ๑ มาให้โจทก์ที่ ๑ กู้ยืมรวม ๓ ครั้ง รวมเป็นเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๓ ต่อเดือน แต่ละครั้งจะหักดอกเบี้ยล่วงหน้า ๒ เดือน หักค่าปากถุงร้อยละ ๕ และหักค่าดำเนินการในส่วนของจำเลยที่ ๒ ก่อนส่งมอบเงินกู้ยืมส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ที่ ๑ โดยให้โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๘๓๒ ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และให้โจทก์ที่ ๒ จดทะเบียนขายฝากที่ดิน โฉนดเลขที่ ๖๔๐๔๔ ตำบลป่าบง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เพื่ออำพรางการกู้ยืมเงิน ภายหลังโจทก์ทั้งสองรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่ขายฝากออกเป็น ๙ แปลง และขอไถ่ถอนที่ดิน ที่ขายฝาก ๒ แปลงก่อน แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธโดยแจ้งว่าจะต้องไถ่ถอนที่ดินที่ขายฝากทั้งหมดพร้อมกัน ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินตามฟ้องและบังคับตามมูลหนี้กู้ยืมเงิน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และตาม (๔) คดีแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค และพระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๑ บัญญัติให้คดีที่มีข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการขายฝากเป็นคดีผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคโดยให้ถือว่าผู้ขายฝากที่เป็นบุคคลธรรมดาเป็นผู้บริโภค แม้โจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลธรรมดาแต่ตามสำเนาหนังสือขายฝากที่ดินเอกสารท้ายคำฟ้องระบุว่าเป็นที่ดินไม่มีสิ่งปลูกสร้างจึงมิใช่ที่อยู่อาศัยของโจทก์ทั้งสองและไม่ปรากฏว่าเป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประกอบกับโจทก์ทั้งสองอ้างว่าต้องการพัฒนาที่ดินเพื่อแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยขาย โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่ผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ เป็นตัวกลางในการประสานงานนำเงินของจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์ที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยจดทะเบียนขายฝากที่ดินสองแปลงตามฟ้องอำพรางการกู้ยืมเงิน ซึ่งหากฟังดังที่โจทก์ทั้งสองอ้างจะต้องบังคับตามมูลกู้ยืมเงิน และจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้ความว่า จำเลยที่ ๒ เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงินอีก ๒ คดี พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า จำเลยที่ ๒ ให้บริการทางการเงินแก่โจทก์ทั้งสองโดยเรียกค่าดำเนินการหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๒ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลธรรมดา แม้จะอ้างว่านำเงินกู้ยืมที่ได้รับไปใช้แบ่งแยกที่ดินเพื่อขาย แต่ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารท้ายคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินทั้งสองแปลงตามฟ้องจากเจ้าของเดิมและจดทะเบียนขายฝากไว้แก่จำเลยที่ ๑ ในวันเดียวกัน พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า เป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่ผู้บริโภค เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินอันมีมูลจากการให้บริการทางการเงิน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)
วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์