ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์        บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส จำกัด                           โจทก์

ที่ ๗๒๐/๒๕๖๘                                บริษัท ช จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๔ คน                            จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป เดิมจำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศของธนาคาร โดยนายระวิน เศรษฐี และจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันและนายระวินจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถชำระหนี้ได้จึงทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคาร ต่อมาจำเลยที่ ๑ ผิดนัด ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ควบรวมกิจการกับธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โดยเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) และโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันที่มีต่อจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และนายระวินให้แก่โจทก์ ต่อมานายระวินถึงแก่ความตาย มีจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นทายาทโดยธรรม โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย

ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และบังคับจำนอง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่าง   ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์และให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ธนาคารจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์และเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันดังกล่าว โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกันกับเจ้าหนี้เดิม ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อนำเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการค้าอันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน              เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสัญญากู้ยืมเงินและบังคับจำนอง โดยให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกัน กับให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายระวินผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

          วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานศาลอุทธรณ์