คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ที่ นาย ช. กับพวก โจทก์
ที่ ๗๕๖/๒๕๖๗ ธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ กับพวก จำเลย
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ ๒ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ ตำแหน่งผู้จัดการสาขา ถ. นาย ร. เปิดบัญชีเงินฝากกับจำเลยที่ ๑ หลายบัญชี จำเลยที่ ๒ ร่วมกันวางแผนกับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ นำใบถอนเงินไปให้นาย ร. ลงลายมือชื่อที่บ้านพักซึ่งขณะนั้นนาย ร. เป็นผู้ป่วยนอนติดเตียง และจำเลยที่ ๒ นำบัตรประจำตัวประชาชนของนาย ร. ทำการอ่านข้อมูลผ่านระบบ Smart Card ที่ธนาคารจำเลย ที่ ๑ โดยนาย ร. ไม่ได้เดินทางไปด้วย จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของนาย ร. และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งไม่เป็นไปตามความประสงค์ของนาย ร. ต่อมานาย ร. ถึงแก่ความตายมีโจทก์ทั้งสามเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกและผู้จัดการมรดก การกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้กองมรดกของนาย ร. ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่กองมรดกของนาย ร.
จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดีหลายประการ โดยจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า คดีนี้ ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดี ตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบการธนาคารพาณิชย์และนาย ร. เปิดบัญชีเงินฝากกับจำเลยที่ ๑ การรับฝากเงินดังกล่าวเป็นการดำเนินธุรกิจตามทางการค้าปกติของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๑ ได้รับประโยชน์จากการนำเงินฝากไปบริหารจัดการเพื่อผลตอบแทนต่อไป จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โดยมีนาย ร. เป็นผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสามเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนาย ร. จึงสืบสิทธิและอยู่ในฐานะผู้บริโภคเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลฝากเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งโจทก์ทั้งสามฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ รวมกันมาในคดีนี้นั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์