ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์               นาง ป.                                               โจทก์

ที่  ๗๕๗/๒๕๖๗                                      บริษัท ส. จำกัด ที่ ๑ กับพวก                           จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ XXXX จากโจทก์ แต่ปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ได้รับชำระราคาที่ดิน ๑๗๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์และจำเลยที่ ๒ จึงตกลงแปลงหนี้ใหม่โดยให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ ๑ และเปลี่ยนตัวลูกหนี้ จากจำเลยที่ ๒ เป็นจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงค้างชำระราคาที่ดินแก่โจทก์ ๑๗๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐ โจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงแปลงหนี้ใหม่จากหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ต้องชำระราคาที่ดินแก่โจทก์เป็นสัญญากู้ยืมเงิน โดยถือว่าจำเลยที่ ๑ ได้รับเงินกู้จากโจทก์ครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยที่ ๑ ตกลงแบ่งชำระเงินกู้คืนโจทก์ ๑๘ เดือนและจำเลยที่ ๒ มอบเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขา ฉ. ๑๘ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๑๗๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ให้ไว้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ และจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ไว้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

          จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๒ ภายหลังโจทก์และจำเลยที่ ๒ ตกลงให้โจทก์โอนที่ดินให้จำเลยที่ ๑ และให้จำเลยที่ ๑ ชำระราคาที่ดิน ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงแปลงหนี้ใหม่เป็นสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อประโยชน์ ในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากเงินที่กู้ยืมอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค โจทก์และจำเลยที่ ๑ ไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคต่อกัน   ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลกู้ยืมเงิน โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

          วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

                                                             (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                              ประธานศาลอุทธรณ์