คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาง จ. โจทก์
ที่ ๗๕๙/๒๕๖๗ นางสาว อ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนาง บ. จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ XXXX ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนาง บ. กับโจทก์ มีกำหนด ๓ ปี ตกลงชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่า โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าอีกต่อไปจึงแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากทรัพย์ที่เช่า แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ทราบภายหลังว่าจำเลยต่อเติมดัดแปลงทรัพย์ที่เช่าและให้เช่าช่วงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปกับให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้อง คำให้การ และข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงต่อศาลแพ่งว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าทรัพย์สินและให้จำเลยเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วยโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ปรากฏว่าจำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากทรัพย์ที่เช่าอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลสัญญาเช่า จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์