ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์               บริษัท ก. จำกัด                                   โจทก์
ที่  ๗๖๑/๒๕๖๗                                      บริษัท ท. จำกัด (มหาชน)                   จำเลย

                   โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจโรงแรม จำเลยทั้งสองต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดและประกอบธุรกิจประกันภัย โจทก์และบริษัทในเครือทำสัญญาประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสียหายต่อร่างกายและทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่เกิดจากการประกอบกิจการของโจทก์ วงเงิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีสถานที่เอาประกันภัยคือโรงแรม อ. ระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย นาง อ. และครอบครัวเข้าพักที่โรงแรมดังกล่าวของโจทก์ เกิดเหตุอ่างล้างมือของห้องอาหารภายในโรงแรมร่วงหล่นทับเท้าของนาง อ. ได้รับบาดเจ็บสาหัส โจทก์นำนาง อ. เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ภ. และทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล ภายหลังรับการรักษาปรากฏว่านาง อ. เป็นผู้พิการต้องใช้รถเข็น ตัวช่วยเดิน ต้องหัดเดินและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อเนื่องในอนาคต ทำให้นาง อ. ไม่สามารถประกอบอาชีพการงานได้อย่างปกติ  โจทก์และนาง อ . ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์จำนวน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่จำเลยทั้งสองชำระเพียงค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ทดรองจ่ายไป ทำให้โจทก์และนางอมานิได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าสินไหมทดแทน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองประกอบธุรกิจประกันภัยและรับประกันภัยความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินงานในสถานที่ประกอบการของโจทก์โดยเรียกค่าเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตราส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยนั้นเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร โจทก์เอาประกันภัยกับจำเลยทั้งสองเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการค้าอันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในมูลสัญญาประกันภัย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตาม พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                   วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

                                                                    (นางสุวิชา   นาควัชระ)
                                                               ประธานศาลอุทธรณ์