คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย อ โจทก์
ที่ ๗๗๕/๒๕๖๘ นาง ส จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ ๖00,000 บาท เพื่อนำไปลงทุนประกอบธุรกิจร้านอาหาร ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยจำเลยจดทะเบียนจำนองห้องชุดเป็นประกันการชำระหนี้และให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินด้วย ภายหลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลย
ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และบังคับจำนอง
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงิน คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
ศาลจังหวัดสมุทรสาครส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนและให้จำเลยจดทะเบียนจำนองห้องชุด เป็นประกันอันเป็นวิธีปฏิบัติของผู้ประกอบธุรกิจให้กู้ยืมเงินดำเนินการ และจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีได้ความว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงินและบังคับจำนองอีก ๒ คดี พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้และอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้นเป็นบุคคลธรรมดา แม้จะนำเงินกู้ไปใช้ในการประกอบธุรกิจร้านอาหาร ก็เป็นการใช้เงินกู้ด้วยตนเองในการประกอบอาชีพและไม่ปรากฏว่าเป็นกิจการค้าขนาดใหญ่ จำเลยจึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลกู้ยืมเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์