ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์            นางสาว ย. กับพวก                                                 โจทก์

ที่ ๗๗๘/๒๕๖๗                                           บริษัท ก. จำกัด กับพวก                                         จำเลย

 

           โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมบ้านในโครงการ ก. กับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑ หลัง กำหนดเวลา ๓๐ ปี ต่อสัญญาได้ ๒ ครั้ง ครั้งละ ๓๐ ปี มีข้อตกลงว่าหากโจทก์ทั้งสองชำระราคาครบถ้วน จำเลยทั้งสามจะคืนเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ และจะชำระเงินผลตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเวลา ๑๕ ปี ภายหลังทำสัญญาโจทก์ทั้งสองชำระค่าสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมบ้านให้แก่จำเลยที่ ๑ ครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาและผิดนัดชำระเงินผลตอบแทน ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองจึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินและชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง

           จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการ และให้การว่าโจทก์ทั้งสองเป็นนักธุรกิจและนักลงทุนเพื่อเก็งกำไร คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

           จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

            พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสองตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลธรรมดา ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมบ้านเพียง ๑ หลัง แม้มีข้อตกลงคืนเงินและชำระเงินผลตอบแทน ก็ถือเป็นวิธีการขายสิทธิการเช่าที่ดินพร้อมบ้านของจำเลยที่  ๑ ให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทั้งสองแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากที่ดินพร้อมบ้านตามฟ้อง ทั้งมูลคดีที่โจทก์ทั้งสองอ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยที่ ๑ ไม่ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จและไม่จดทะเบียนการเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสองภายในกำหนดเวลา โจทก์ทั้งสองจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑

         วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

 

                                                                                  (นางสุวิชา นาควัชระ)

                                                                                  ประธานศาลอุทธรณ์