ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์          นางสาว ย. กับพวก                                              โจทก์

ที่ ๗๗๙/๒๕๖๗                                          บริษัท ป. จำกัด                                                   จำเลย

 

           โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดในโครงการ ป. กับจำเลย ๑ ห้อง มีกำหนดเวลา ๓๐ ปี และมีสิทธิต่อสัญญาเช่าอีก ๒ ครั้ง ครั้งละ ๓๐ ปี มีข้อตกลงว่าหากโจทก์ชำระค่าสิทธิการเช่าครบถ้วน จำเลยจะชำระเงินผลตอบแทนการเช่าแก่โจทก์เป็นรายปีตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญา ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระค่าสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่ก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จและจดทะเบียนการเช่าให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาตามสัญญา รวมทั้งผิดนัดชำระเงินผลตอบแทนการเช่า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าสิทธิการเช่าห้องชุดและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

           จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ และให้การว่าโจทก์เป็นนักธุรกิจและนักลงทุนเพื่อเก็งกำไร คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

           จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

           พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาและเป็นชาวต่างชาติ ทำสัญญาจะซื้อสิทธิการเช่าห้องชุดกับจำเลยเพียง ๑ ห้อง แม้มีข้อตกลงชำระเงินผลตอบแทนการเช่าแก่โจทก์ ก็ถือเป็นวิธีการขายสิทธิการเช่าห้องชุดของจำเลยให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง ทั้งมูลคดีที่โจทก์อ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยไม่ก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จและจดทะเบียนการเช่าให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

         วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

 

                                                                     (นางสุวิชา นาควัชระ)

                                                                     ประธานศาลอุทธรณ์