ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์         บริษัท ค.                               โจทก์

ที่  ๘๐๙/๒๕๖๗                                       บริษัท ม. ที่ ๑ กับพวก          จำเลย

                    โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการให้เช่ารถยนต์ จำเลยทั้งสองประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ MERCEDES BENZ โดยจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนจำหน่ายของจำเลยที่ ๑ โจทก์ซื้อรถยนต์ยี่ห้อ MERCEDES BENZ E350e Exclusive หมายเลขทะเบียน XXXX กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ ๒ ภายใต้เงื่อนไขการรับประกัน Hybrid battery โดยรับประกันคุณภาพสินค้าเป็นเวลา ๑๐ ปี โดยไม่จำกัดระยะทางใน ๕ ปีแรก และจำกัดระยะทางวิ่งที่ ๑๕๐,๐๐๐ กม. หลังปีที่ ๕ (ระหว่างปีที่ ๖-๑๐) อย่างหนึ่งอย่างใดถึงก่อน ระหว่างระยะเวลาคุ้มครองการรับประกัน Hybrid battery โจทก์นำรถยนต์เข้าตรวจเช็กกับจำเลยที่ ๒ พบว่า Hybrid battery ของรถยนต์เสียซึ่งเกิดจากการผลิต จำเลยที่ ๒ ได้แจ้งเคลม Hybrid battery ไปยังจำเลยที่ ๑ แต่จำเลยที่ ๑ ปฏิเสธ โจทก์มีหนังสือแจ้งขอเปลี่ยน Hybrid battery แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันเปลี่ยน Hybrid battery รถยนต์ให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการขอให้ชำระราคาและให้ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                   จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

                   จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อ MERCEDES BENZ โดยจำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ในการขายรถยนต์แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดี
ผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อนั้น เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร โจทก์ซื้อรถยนต์จากจำเลยทั้งสองเพื่อนำไปใช้ในการประกอบกิจการให้เช่ารถยนต์ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่เป็นผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในมูลซื้อขายรถยนต์ จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                   วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

                                                                            (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                                              ประธานศาลอุทธรณ์