ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์               นาย ฟ.                โจทก์

ที่ ๘๑๘/๒๕๖๗                                            บริษัท พ.              จำเลย

                         โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุคคลต่างชาติสัญชาติฝรั่งเศส จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุด (โปรแกรมการันตีการเช่า) ในโครงการ ฮ. จำนวน ๑ ห้อง และโครงการ ค. จำนวน ๑ ห้อง กับจำเลย มีกำหนดเวลา ๓๐ ปี และต่อสัญญาเช่าให้แก่โจทก์อีก ๒ ครั้ง ครั้งละ ๓๐ ปี รวมเป็น ๙๐ ปี มีข้อตกลงว่าจำเลยจะนำห้องชุดออกให้บุคคลภายนอกเช่าและจะชำระผลตอบแทนให้แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดไว้ โจทก์ชำระค่าสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว เมื่อจำเลยก่อสร้างโครงการ ฮ. แล้วเสร็จ จำเลยไม่จดทะเบียนสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ และจำเลยไม่ก่อสร้างโครงการ ค. ให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญากลับทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าสิทธิการเช่าห้องชุดและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                      จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์เป็นนักลงทุนชาวต่างชาติ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดกับจำเลยเพื่อต้องการผลตอบแทนการรับประกันการเช่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                         จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                         พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดาชาวต่างชาติ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดเพียง ๒ ห้อง แม้มีข้อตกลงชำระเงินผลตอบแทนรับประกันการเช่าก็ถือเป็นวิธีการขายสิทธิการเช่าห้องชุดของจำเลยให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจซื้อขายหรือให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง ทั้งมูลคดีที่โจทก์อ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยไม่จดทะเบียนการเช่าให้แก่โจทก์ตามสัญญาและไม่ก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญา โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

                      วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

 

 

(นางสุวิชา  นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์