คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์บริษัทบริหารสินทรัพย์ ส. โจทก์
ที่ ๘๓๑/๒๕๖๗ บริษัท ศ. กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป เดิมจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดจากธนาคาร น.จำกัด (มหาชน) ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศธนาคาร มีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ทำสัญญาค้ำประกัน กับมีจำเลยที่ ๗ ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัด ต่อมาธนาคาร น.จำกัด (มหาชน) โอนกิจการทั้งหมดให้แก่ธนาคาร ธ.จำกัด (มหาชน) ต่อมาธนาคาร ธ. จำกัด (มหาชน) ควบรวมกิจการกับธนาคาร ท.จำกัด (มหาชน) และเปลี่ยนเป็นชื่อธนาคาร ห.จำกัด (มหาชน) และต่อมาธนาคาร ห.จำกัด (มหาชน) โอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันที่มีต่อจำเลยทั้งเจ็ดให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องทวงถามให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระหนี้ และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งเจ็ดเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และบังคับจำนอง
ศาลจังหวัดขอนแก่นส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า ธนาคาร น.จำกัด (มหาชน) ประกอบการธนาคารพาณิชย์และให้จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ธนาคารจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์และเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันดังกล่าวโจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกันกับเจ้าหนี้เดิมส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดจากธนาคารเพื่อนำเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกันเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสัญญาบัญชีเดินสะพัด โดยให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ในฐานะผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ ๗ ในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์