ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์   นาย ว.                      โจทก์

ที่ ๘๓๓/๒๕๖๗                                  นาง ธ. กับพวก            จำเลย

                      โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันและประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง โจทก์ประกอบธุรกิจรับจ้างขนส่งสินค้า โจทก์ซื้อที่ดินว่างเปล่าตามโฉนดที่ดินเลขที่ XXX ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อใช้เป็นสำนักงาน บ้านพักคนงานคลังเก็บสินค้า สถานที่จอดรถขนส่งและอู่ซ่อมรถ แทนสถานที่เดิมที่โจทก์เช่าประกอบกิจการอยู่ โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยทั้งสองก่อสร้างรั้วเมทัลชีท รั้วปูน และประตูเลื่อนในที่ดินแปลงดังกล่าว ตกลงทำบันทึกแบ่งชำระค่าจ้างตามงวดงานเป็น ๔ งวด ภายหลังทำสัญญา โจทก์ชำระค่าจ้างถึงงวดที่ ๓ ตามที่จำเลยทั้งสองขอเบิกจากโจทก์ จำเลยทั้งสองได้รับเงินแล้วไม่เข้าทำงานที่รับจ้างส่วนที่เหลือและละทิ้งงาน โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องว่าจ้างผู้รับเหมารายอื่นทำงานที่รับจ้างต่อ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และเสียค่าเช่าที่ดินแห่งเดิมในการประกอบกิจการ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินงวดที่ ๓ และชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                      จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

                      จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                       พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยทั้งสองประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองรับจ้างโจทก์ก่อสร้างรั้วเมทัลชีท รั้วปูน ประตูเลื่อน โดยเรียกค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างนั้นแม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยทั้งสองก่อสร้างงานตามฟ้องเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจรับจ้างขนส่งสินค้าอันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภคแต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในมูลสัญญาจ้างทำของจึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                       วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

                                                 (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                        ประธานศาลอุทธรณ์