คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์
ที่ 842/๒๕๖๗
นายส. โจทก์
นายส. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยรวม ๓ แปลง คือ ที่ดินตามใบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) เลขที่ 96 เนื้อที่ 3 ไร่ พร้อมบ้านเลขที่ 177, ที่ดินตามใบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) เลขที่ 98 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 89 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ xxx และที่ดินตามใบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) เลขที่ 99 เนื้อที่ 3 ไร่ ตำบลบ้านนา อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง โจทก์ชำระราคาและจำเลยส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยแจ้งโจทก์ว่ายังไม่พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและต้องการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากที่ดินดังกล่าว จึงทำสัญญาเช่าที่ดินตามใบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) เลขที่ 96 พร้อมบ้านเลขที่ xxx และที่ดินตามใบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) เลขที่ 98 พร้อมบ้านเลขที่ xxx กับโจทก์ ตกลงค่าเช่าเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่ดินตามใบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) เลขที่ 99 โจทก์ขายให้แก่บุคคลภายนอกและส่งมอบการครอบครองไปแล้ว ภายหลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่า โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยและบริวารยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์ทรัพย์ที่เช่า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน จำเลยทำสัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าที่ดินตามฟ้องอำพรางการกู้ยืมเงิน คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยรวม ๓ แปลง และให้จำเลยเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ๒ แปลง ส่วนอีก ๑ แปลงขายให้แก่บุคคลภายนอกไป พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่าโจทก์ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และให้จำเลยเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้นเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ปรากฏว่าจำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากทรัพย์ที่เช่าอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าสัญญาซื้อขายและสัญญาเช่าเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา เมื่อโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอันมีมูลสัญญาเช่า จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์