ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์

ที่  ๘๔๔/๒๕๖๗                                                                             

ชุมนุมสหกรณ์ค.                                โจทก์

                                                                                                สหกรณ์ค.กับพวก                 จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ ๕,000,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๖ ต่อปี มีจำเลยที่ ๒ ถึงที่ 1๑ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๗ ที่ ๘ และที่ 1๒ ถึงที่ ๒๗ ทำบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาเพื่อขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไป แต่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งยี่สิบเจ็ดเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งยี่สิบเจ็ดชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                 จำเลยที่ 2 ที่ ๙ ที่ 1๑ ที่ 20 และที่ 24 ให้การต่อสู้คดีหลายประการ และให้การว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                 จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 ที่ ๘ และที่ 1๒ ถึงที่ 1๕ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                 พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่กิจการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ตลอดจนให้สหกรณ์อื่นและสมาชิกกู้ยืมเงิน โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์เพื่อนำไปเป็นทุนให้สมาชิกกู้ต่อ อันเป็นการแสวงประโยชน์จากเงินกู้ที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลกู้ยืมเงิน โดยให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ 27 ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย อันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

  ประธานศาลอุทธรณ์