ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์       นายศ.                                                         โจทก์

ที่  ๘๕/๒๕๖๘                                บริษัทอ. จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๘ คน              จำเลย                                         


                   โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำเลยที่ ๓ ถึงที่ 6 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ทำสัญญาซื้อขายห้องชุดในโครงการอ. กับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒ ห้อง จำเลยทั้งแปดร่วมกันฉ้อฉลโจทก์โดยปกปิดข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญอันควรแจ้งให้ทราบว่าที่ดินที่ตั้งโครงการมีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงขออนุญาตใช้ที่ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นทางเข้าออกโครงการสู่ทางสาธารณะ ทั้งนี้จะต้องปฏิบัติตามข้อสงวนสิทธิว่า “ในกรณีมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการใด ๆ เพื่อประโยชน์แก่กิจการรถไฟฟ้า ประโยชน์ในการบำรุงรักษาความปลอดภัยของระบบรถไฟฟ้า และความปลอดภัยของบุคคลที่อยู่ในเขตระบบรถไฟฟ้าไม่ว่าทางตรงและ/หรือทางอ้อม
หรือเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน หรือ รฟม. หรือสาธารณะอื่นใด รฟม.สงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลง
แก้ไขตำแหน่งที่ดินที่อนุญาต ลดขนาดที่ดินที่อนุญาต หรือดำเนินการตามสมควร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน โดยผู้ได้รับอนุญาตจะเรียกร้องเอาค่าตอบแทนหรือค่าเสียหายใด ๆ มิได้” ในการขายห้องชุดจำเลยทั้งแปดไม่เคยแจ้งข้อสงวนสิทธิดังกล่าวแก่โจทก์ หากโจทก์ทราบจะไม่เข้าทำสัญญาซื้อขายห้องชุดกับจำเลยที่ ๑ ต่อมาศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างอาคารดังกล่าว โจทก์ทำนิติกรรมโดยสำคัญผิดในสาระสำคัญและมีหนังสือบอกล้างสัญญาซื้อขายห้องชุดแล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายตามฟ้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาซื้อขายห้องชุดกับโจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาซื้อขายห้องชุดกับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒ ห้อง เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ประกอบธุรกิจซื้อขายหรือให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสัญญาซื้อขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๘ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ รวมเข้ามาในคดีนี้นั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

                   วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา

ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์