ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์       บริษัท ม (ประเทศไทย) จำกัด                                        โจทก์

ที่ ๘๙๓/๒๕๖๘                               บริษัท ร จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม 2 คน                จำเลย

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่ารถยนต์ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่ารถยนต์แบบลิสซิ่ง โดยให้สิทธิเลือกซื้อทรัพย์เมื่อครบกำหนดเป็นรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส – เบนซ์ กับโจทก์ ตกลงชำระค่าเช่าตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญา มีจำเลยที่ ๒ ทำสัญญา
ค้ำประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระค่าเช่า ต่อมาโจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าคืนและนำออกขายทอดตลาดแต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระราคาส่วนที่ขาดแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                  พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่ารถยนต์และให้จำเลยที่ ๑      เช่ารถยนต์แบบลิสซิ่งโดยเรียกค่าเช่า เป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขายหมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้น เพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร                 แม้จำเลยทั้งสองอ้างในคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่ารถยนต์กับโจทก์เพื่อให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนำไปใช้ส่วนตัว ก็ถือเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจ จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสัญญาเช่าโดยให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตาม พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

                                                        ประธานศาลอุทธรณ์