คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์
นาย ส โจทก์
ที่ ๘๗๘/๒๕๖๘ ธนาคาร อ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการธนาคาร มีจำเลยที่ 2 เคยเป็นผู้จัดการ ของจำเลยที่ 1 สาขาบางสวรรค์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 สาขาบางสวรรค์ โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 สาขาบางสวรรค์ โดยโจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารจำนวนมากและไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นเอกสารเกี่ยวการกู้ยืมเงินของโจทก์ทั้งหมดหรือไม่ ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ชำระหนี้ในฐานะผู้ค้ำประกันเงินกู้
ของนางสาวทิพรัตน์ ทองใหญ่ ในสัญญาค้ำประกันดังกล่าว มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน จำเลยที่ 4 ลงลายมือชื่อเป็นผู้เขียนหรือ ผู้พิมพ์ โจทก์ไม่รู้จักนางสาวทิพรัตน์ ผู้กู้และไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสี่ทำให้โจทก์ ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนสัญญาค้ำประกันดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 1 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่าง ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการธนาคารและให้โจทก์กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓
โดยมีโจทก์เป็นผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภค โจทก์อ้างทำนองว่าจำเลยที่ ๑ นำเอกสารที่โจทก์ลงลายมือชื่อขณะที่โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยที่ ๑ ไปทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่โจทก์ไม่ได้เป็นผู้ค้ำประกันอันเป็นละเมิดอันเนื่องมาจากการให้บริการ ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันในชั้นพิจารณา เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาค้ำประกันและให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ส่วนจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ รวมกันมาในคดีนี้ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์