ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                    บริษัท  ม.                                    โจทก์

ที่  ๘๖๒/๒๕๖๖  

                                                                    นาย ม.                                        จำเลย

 

          โจทก์ประกอบกิจการประกันภัยและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของบริษัท ส จำกัด โดยเรียกค่าเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนบริษัท ส จำกัด ผู้เอาประกันภัยซึ่งอยู่ในฐานะเป็นผู้รับบริการนั้น เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร การเอาประกันภัยรถยนต์ไว้กับโจทก์เพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจการค้าอันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงจากบริการประกันภัยที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง บริษัท ส จำกัด จึงไม่ใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากบริษัท ส จำกัด ผู้เอาประกันภัยให้ชำระค่าเสียหายอันมีมูลจากสัญญาประกันภัย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)  

 

            โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการประกันภัยและเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๖ กค xxxx กรุงเทพมหานคร จากบริษัท ส จำกัด ระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถยนต์และขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงในขณะเมาสุรามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ๑๔๔ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ ๒ คัน ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันได้รับอันตรายแก่กายสาหัส ซึ่งตามกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อยกเว้นให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดแต่การขับรถในขณะเมาสุราโดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่น้อยกว่า ๕๐ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แต่โจทก์จะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกไม่ได้โจทก์จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายไปและทวงถามให้จำเลยชำระคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

          จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ และให้การว่าคดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

          ศาลจังหวัดเลยส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการประกันภัยและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์จากบริษัท ส จำกัด โดยเรียกค่าเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนบริษัท ส จำกัด ผู้เอาประกันภัยซึ่งอยู่ในฐานะเป็นผู้รับบริการนั้น เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร การเอาประกันภัยรถยนต์ไว้กับโจทก์เพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจการค้า อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงจากบริการประกันภัยที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง บริษัท ส จำกัด จึงไม่ใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากบริษัท  ส จำกัด ผู้เอาประกันภัยให้ชำระค่าเสียหายอันมีมูลจากสัญญาประกันภัย จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

                   วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

วินิจฉัย ณ วันที่     ๕     เดือน     กันยายน     พุทธศักราช     ๒๕๖๖

ชูชัย  วิริยะสุนทรวงศ์

 (นายชูชัย  วิริยะสุนทรวงศ์)

ประธานศาลอุทธรณ์