ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์        นาย ส                                                         โจทก์

ที่ ๘๖๖/๒๕๖๘                                 บริษัท สต จำกัด (มหาชน) ที่ ๑ กับพวกรวม 2 คน    จำเลย

                   โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการ อัพ เอกมัย คอนโด กับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑ ห้อง มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ ๑ จะชำระผลตอบแทนตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาแก่โจทก์ ภายหลัง
โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาเช่าทรัพย์สิน สัญญาเช่า
สังหาริมทรัพย์และสัญญารับซื้อห้องชุดกับโจทก์ ตกลงชำระผลตอบแทนและรับซื้อห้องชุดคืนจากโจทก์ตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญา ภายหลังทำสัญญาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระผลตอบแทน โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับซื้อห้องชุดคืนและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                   จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

               จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับโจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อนั้น แม้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้เพียง ๑ ห้อง แต่ได้ความจากคำร้องขอให้วินิจฉัยคดีพร้อมเอกสารแนบท้ายว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการอื่นอีก 2 ห้อง รวมเป็นห้องชุด 3 ห้อง ซึ่งเกินกว่าความจำเป็นในการใช้อยู่อาศัย เมื่อมีข้อตกลงชำระผลตอบแทนการเช่า พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ในมูลผิดสัญญา จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา 3 (2) ถึง (4)

                   วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานศาลอุทธรณ์