คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางสาว ว โจทก์
ที่ ๘๖๗/๒๕๖๘ นาย จ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า เดิมนาย ส กู้ยืมเงินจากโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน14,700,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยส่งมอบเล่มทะเบียนรถบรรทุกพร้อมชุดโอนลอยให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญานาย ส ผิดนัดชำระหนี้ และต่อมานาย ส ถึงแก่ความตาย มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่าง ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า โจทก์ให้นาย ส กู้ยืมเงิน แม้มีการเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน แต่จากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลจังหวัดธัญบุรีไม่ปรากฏว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงิน พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์ให้นาย ส กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะผู้ให้บริการและไม่เป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์และ นาย ส จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคต่อกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส ชำระหนี้ในมูล กู้ยืมเงิน โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดี ผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค