ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์   นาย พ.                                            โจทก์

ที่  ๘๗๗/๒๕๖๗                         ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. กับพวก                   จำเลย

                โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง มีจำเลยที่ ๒เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ ๓ เป็นภริยาของจำเลยที่ ๒ โจทก์ว่าจ้างจำเลยทั้งสามก่อสร้างอาคารเก็บสินค้าและที่พักอาศัย ๒ ชั้น ตกลงค่าจ้าง ๓,๒๔๒,๑๓๗.๕๐ บาท โจทก์ชำระค่าจ้างโดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ ๓ หลายครั้งรวมเป็นเงิน ๒,๘๓๖,๐๐๗.๖๔ บาท แต่จำเลยทั้งสามทำงานที่รับจ้างล่าช้า ชำรุดบกพร่อง ไม่ได้มาตรฐาน และละทิ้งงาน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องว่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่เข้าดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ เสียโอกาสเข้าอยู่อาศัย และเสียโอกาสใช้ประโยชน์โกดังสินค้าในการประกอบธุรกิจซึ่งจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์บอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภคขอให้ยกฟ้อง

                    จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

 

                    พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าจำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จำเลยที่ ๑ รับจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารเก็บสินค้าและที่พักอาศัย ๒ ชั้น โดยเรียกค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างนั้นได้ความว่าประกอบอาชีพค้าขายข้าวสาร โจทก์เรียกค่าเสียหายจากการใช้ประโยชน์อาคารเก็บสินค้าในการประกอบธุรกิจซึ่งจะมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากงานที่ว่าจ้างอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลสัญญาจ้างทำของ โดยให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

 

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์