ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์   นาย ท. กับพวก                               โจทก์

ที่  ๘๘๕/๒๕๖๗                         บริษัท พ. จำกัด กับพวก                                       จำเลย

                 โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๕ จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของโครงการ ป. และจดทะเบียนจำนองที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโครงการดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ ๒ โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดในโครงการดังกล่าวและสัญญาการันตีค่าเช่าห้องชุดกับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑ ห้อง มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองตามอัตราที่กำหนดไว้ ภายหลังทำสัญญาโจทก์ทั้งสองชำระค่าสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ ๑ ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ ๑ ส่งมอบการครอบครองห้องชุดและชำระเงินการันตีค่าเช่าให้แก่โจทก์ทั้งสองบางส่วน แต่จำเลยที่ ๑ ไม่จดทะเบียนการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสองและผิดนัดชำระเงินการันตีค่าเช่า โจทก์ทั้งสองทวงถามแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ เพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนสิทธิการเช่าห้องชุดตามฟ้อง หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินค่าสิทธิการเช่าห้องชุดแก่โจทก์ทั้งสองกับให้ชำระเงินการันตีค่าเช่าที่ค้างชำระ ค่าเสียหายรายปีพร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายเพื่อการลงโทษแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ ๑ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนักธุรกิจและลงทุนเพื่อเก็งกำไร คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

โจทก์ทั้งสองคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสองตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลธรรมดา แม้ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดเพียง ๑ ห้อง แต่ได้ความจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองซื้อห้องชุดในโครงการอื่นอีก 5 ห้อง เมื่อห้องชุดในคดีนี้มีข้อตกลงชำระเงินการันตีค่าเช่า พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์ทั้งสองแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้องอีกต่อหนึ่ง โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ อันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุด โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)

วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์