ค้นหาคำวินิจฉัย

 

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์   นาย ร. กับพวก                   โจทก์

ที่  ๘๙๗/๒๕๖๗                            บริษัท ป. จำกัด                                       จำเลย

                   โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โจทก์ทั้งสี่ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุด (โปรแกรมการันตีการเช่า) ในโครงการ ป. กับจำเลย ๑ ห้อง เลขที่ XXXX โจทก์ทั้งสี่ชำระค่าซื้อสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยบางส่วนแล้ว แต่จำเลยไม่ก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญา ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสี่ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ทั้งสี่จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสี่

                   จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ทั้งสี่ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดเพื่อการลงทุน คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทั้งสี่เป็นบุคคลธรรมดาและเป็นชาวต่างชาติทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดในคดีนี้เพียง ๑ ห้อง แม้ปรากฏตามสำนวนคดีของศาลจังหวัดภูเก็ต หมายเลขดำที่ ผบ XXX / XXXX ที่ส่งมาให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในคราวเดียวกันว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดในโครงการดังกล่าวอีก ๑ ห้อง และมีข้อตกลงชำระเงินรับประกันการเช่า ก็ถือเป็นวิธีการขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่ประกอบธุรกิจให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสี่แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง ทั้งมูลคดีที่โจทก์ทั้งสี่อ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยไม่ก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญา โจทก์ทั้งสี่จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินอันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

                   วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา  นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์