คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นางสาว ป. โจทก์
ที่ ๘๘๗/๒๕๖๗ นิติบุคคลอาคารชุด อ. จำเลย
จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มีหน้าที่จัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางอาคารชุด การดำเนินงานของจำเลยมีลักษณะเป็นการจัดทำการงานให้แก่เจ้าของร่วมในอาคารชุดโดยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากเจ้าของร่วมเป็นค่าตอบแทนจึงเป็นการให้บริการอย่างหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์เป็นเจ้าของห้องชุดและเป็นสมาชิกของจำเลย โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภค เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำเงินกองทุนที่เรียกเก็บจากเจ้าของร่วมมาใช้จ่ายในการบำรุงและซ่อมแซมทรัพย์ส่วนกลาง และขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของห้องชุดเลขที่ xxx ในอาคารชุด อ. จำเลยเป็นนิติบุคคลอาคารชุด จำเลยจัดการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม ประจำปี ๒๕๖๗ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๗ วาระที่ ๗ พิจารณาจัดเก็บเงิน ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๐ (๓) เพื่อนำมาปรับปรุงอาคารชุดที่เสื่อมสภาพ แต่เจ้าของร่วมได้ชำระค่าใช้จ่ายล่วงหน้าให้จำเลยเพื่อวัตถุประสงค์ในการดูแลรักษาและซ่อมแซมในอัตรา ๕๐๐ บาท ต่อตารางเมตร ในวันรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจากเจ้าของโครงการแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีเงินกองทุน ๑๘,๕๑๙,๙๔๐.๒๕ บาท จำเลยมีหน้าที่นำเงินกองทุนดังกล่าวมาใช้ในการปรับปรุงอาคารชุดที่เสื่อมสภาพตามระยะเวลา และวาระที่ ๑๐ พิจารณารับรองการติดตั้งการให้บริการเครื่องซักผ้า ซึ่งเป็นการใช้พื้นที่จอดรถของอาคารชุดเพื่อการอื่นต้องห้าม ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ การจัดประชุมดังกล่าวไม่ครบองค์ประชุมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนั้น เมื่อการประชุมดังกล่าวเสร็จสิ้น ผู้ดำเนินการประชุมไม่แจ้งผลการนับองค์ประชุม ผลการนับคะแนน และผลการลงมติ ให้ที่ประชุมทราบโดยทั่วกัน ปกปิดไม่ยอมให้ผู้สังเกตการณ์ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนเจ้าของร่วมให้ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารต่าง ๆ และตรวจสอบคะแนนเสียงในที่ประชุม มติที่ประชุมดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม ประจำปี ๒๕๖๗ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๗ วาระที่ ๗ และวาระที่ ๑๐ (ตามฟ้องข้อ ๓.๑ และ ๓.๒) ให้จำเลยนำเงินกองทุนที่เรียกเก็บจากเจ้าของร่วมในอัตรา ๕๐๐ บาท ต่อตารางเมตร มาใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซมทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดให้การประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม ประจำปี ๒๕๖๗ เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๗ตกเป็นโมฆะ
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ มีหน้าที่จัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางอาคารชุดตามฟ้อง การดำเนินงานของจำเลยมีลักษณะเป็นการจัดทำการงานให้แก่เจ้าของร่วมในอาคารชุดโดยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนกลางจากเจ้าของร่วมเป็นค่าตอบแทนจึงเป็นการให้บริการอย่างหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นเจ้าของห้องชุดและเป็นสมาชิกของจำเลย โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำเงินกองทุนที่เรียกเก็บจากเจ้าของร่วมมาใช้จ่ายในการบำรุงและซ่อมแซมทรัพย์ส่วนกลาง และขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๑๐ เดือน กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๗
สุวิชา นาควัชระ
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์