คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นายอ. โจทก์
ที่ ๙๐/๒๕๖๘ นายจ. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านพักอาศัยสองชั้นตกลงชำระค่าจ้างตามเงื่อนไขและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญา ภายหลังทำสัญญาโจทก์ทำงานถึงงวดที่ ๕ แต่จำเลยแจ้งโจทก์ให้แก้ไขงานงวดที่ ๒ และที่ ๓ อันเป็นงานโครงสร้างที่จำเลยตรวจรับมอบงานเรียบร้อยแล้ว โจทก์จึงไม่แก้ไขงานดังกล่าว เป็นเหตุให้จำเลยสั่งโจทก์หยุดงานอันมิใช่ความผิดของโจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่าโจทก์ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างและรับจ้างจำเลยก่อสร้างบ้านพักอาศัยสองชั้นโดยเรียกค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างบ้านพักอาศัยสองชั้นนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากงานที่ว่าจ้างอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลสัญญาจ้างทำของจึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์