คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาง ส. กับพวก โจทก์
ที่ ๙๒๐/๒๕๖๗ บริษัท ก. จำกัด กับพวก จำเลย
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางสาว ว. (ผู้ตาย) จำเลยทั้งสองประกอบกิจการประกันภัย จำเลยที่ ๑ รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ภาคบังคับ หมายเลขทะเบียน XXX เพชรบูรณ์ ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับและภาคสมัครใจ หมายเลขทะเบียน XXX เพชรบูรณ์ ระหว่างระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย นาย จ. ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับประกันภัยโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ซึ่งจำเลยที่ ๑ รับประกันภัยที่นางสาว ว. ขับโดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย เป็นเหตุให้นางสาว ว. ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสามเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระค่าสินไหมทดแทนแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสาม
จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ และจำเลยที่ ๒ ให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจประกันภัยและรับประกันภัยรถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่ ๑ โดยเรียกค่าเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้เอาประกันภัยจึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว นางสาว ว. ซึ่งขับรถจักรยานยนต์โดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ ๑ แม้มิได้เป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแต่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ก็ถือเป็นผู้บริโภคด้วยเช่นกัน โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน และเป็นทายาทโดยธรรมของนางสาว ว. จึงสืบสิทธิและอยู่ในฐานะผู้บริโภคเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายในมูลสัญญาประกันภัย จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งโจทก์ทั้งสามฟ้องให้ร่วมรับผิดในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่ก่อเหตุละเมิดนั้น ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์