คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ธ. โจทก์
ที่ ๙๑๙/๒๕๖๗ นาย อ. กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ มีอาชีพรับจ้างก่อสร้าง จำเลยที่ ๒ เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ ๑ ในขณะทำสัญญา โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างสระว่ายน้ำระบบเกลือในบริเวณศูนย์การเรียนรู้ฟาร์มวัวเนื้อ J. ของโจทก์เพื่อให้บริการแก่ผู้เข้าเยี่ยมชม ตกลงแบ่งชำระค่าจ้างตามงวดงาน โจทก์ชำระค่าจ้างงวดที่ ๑ โดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ ๑ แล้ว โดยจำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายเช็คและส่งมอบให้แก่โจทก์ไว้เพื่อเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างด้วย แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ดำเนินการก่อสร้างสระว่ายน้ำตามสัญญา โจทก์จึงนำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ต้องว่าจ้างผู้รับเหมารายใหม่ในราคาสูงกว่าเดิม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ รับจ้างโจทก์ก่อสร้างสระว่ายน้ำระบบเกลือ อันเป็นการรับจัดทำการงานโดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินและมิใช่การจ้างแรงงานจึงเป็นการบริการ เมื่อพิจารณาจากลักษณะงานบ่งชี้ว่าเป็นการทำงานที่ต้องอาศัยความรู้และความชำนาญในการทำงานอย่างผู้มีวิชาชีพเฉพาะ พฤติการณ์เชื่อว่าจำเลยที่ ๑ รับจ้างทำงานดังกล่าวตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ผู้ว่าจ้างนั้น แม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่โจทก์ว่าจ้างจำเลยก่อสร้างสระว่ายน้ำตามฟ้องเพื่อให้บริการแก่ผู้เข้าเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ฟาร์มวัวเนื้อของโจทก์ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลจ้างทำของ โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดในฐานะภริยาของจำเลยที่ ๑ ในขณะทำสัญญา จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์