คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ม. โจทก์
ที่ ๙๑๐/๒๕๖๗ บริษัท น. จำกัด กับพวก จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ทำสัญญาซื้อขายห้องชุด (แบบรับประกันการเช่า) ในโครงการ น. กับจำเลยทั้งสาม จำนวน ๑ ห้อง มีข้อตกลงให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินรับประกันการเช่าแก่โจทก์เป็นระยะเวลา ๑๕ ปี ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระเงินค่าห้องชุดให้แก่จำเลยทั้งสามครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยทั้งสามก่อสร้างอาคารชุดไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญาและไม่ชำระเงินรับประกันการเช่าให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามฟ้องให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยทั้งสามคืนเงินและชำระเงินรับประกันการเช่าพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายห้องชุดเพื่อต้องการเงินรับประกันการเช่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยทั้งสามทำสัญญาซื้อขายห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสามจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดา ทำสัญญาซื้อขายห้องชุดในคดีนี้เพียง ๑ ห้อง แม้มีข้อตกลงชำระเงินรับประกันการเช่าแก่โจทก์ ก็ถือเป็นวิธีการขายห้องชุดของจำเลยทั้งสามให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง ทั้งมูลคดีที่โจทก์อ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยทั้งสามไม่ก่อสร้างอาคารชุดให้เสร็จภายในกำหนดเวลาและไม่ชำระเงินรับประกันการเช่าตามสัญญา โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและชำระเงินรับประกันการเช่าอันมีมูลจากสัญญาซื้อขายห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์