ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์      นาย อ.                                              โจทก์

ที่ ๙๐๙/๒๕๖๗                               บริษัท น. จำกัด กับพวก                         จำเลย

 

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการ ขณะทำสัญญากับโจทก์ โจทก์เป็นชาวฝรั่งเศสทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดโครงการ น. กับจำเลยทั้งสอง จำนวน ๓ ห้อง มีข้อตกลงว่าหากโจทก์ชำระค่าห้องชุดครบถ้วนก่อนที่จะก่อสร้างอาคารชุดแล้วเสร็จ จำเลยทั้งสองจะชำระเงินคืนให้ในอัตราร้อยละ ๑๐ ต่อปี ของราคาห้องชุดจนกว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จ เมื่อก่อสร้างเสร็จจะจดทะเบียนการเช่าห้องชุดมีกำหนดระยะเวลาการเช่า ๓๐ ปี มีข้อตกลงให้ต่อสัญญาเช่าได้ ๒ ครั้ง ครั้งละ ๓๐ ปี รวม ๙๐ ปี และตกลงชำระเงินค่ารับประกันการเช่าให้แก่โจทก์กับตกลงรับซื้อห้องชุดคืนตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระเงินค่าห้องชุดให้แก่จำเลยทั้งสองครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จและไม่ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ตามสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการขณะทำสัญญากับโจทก์ จำเลยทั้งสองทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นชาวต่างชาติ ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรไทย ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดรวม ๓ ห้อง ซึ่งอยู่ต่างอาคารกัน เกินความจำเป็นในการใช้อยู่อาศัย พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินและชำระค่าเสียหายอันมีมูลจากสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดจึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์