ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์       นางสาวห. ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน                 โจทก์

ที่  ๙๕/๒๕๖๘                                บริษัทด. จำกัด ที่ ๑ กับพวก รวม ๒ คน           จำเลย                                             

                โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสองและบริษัทบ. จำกัด ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดและประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ร่วมกัน เดิมโจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการด. กับบริษัทบ. จำกัดจำนวน ๑ ห้อง และทำสัญญาให้จำเลยที่ ๒ (บริษัทด. จำกัด) บริหารจัดการห้องชุดดังกล่าว มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ ๒ ชำระค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองตามอัตราที่กำหนดไว้เป็นระยะเวลา ๕ ปี โจทก์ทั้งสองชำระเงินค่าห้องชุดครบถ้วนตามสัญญาแล้ว แต่บริษัทบ. จำกัดไม่ก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญา ต่อมาบริษัทบ. จำกัด โอนสิทธิในทรัพย์สินและกิจการของบริษัทรวมทั้งสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดของโจทก์ทั้งสองให้แก่จำเลยที่ ๑ ภายหลังจำเลยทั้งสองดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดจนแล้วเสร็จ แต่จำเลยทั้งสองไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญา โจทก์ทั้งสองทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดตามฟ้องให้แก่โจทก์ทั้งสองหากไม่สามารถดำเนินการได้ให้คืนเงินค่าห้องชุดพร้อมดอกเบี้ยและชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง

               จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า สัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดมีข้อตกลงให้จำเลยทั้งสองได้รับเงินประกันการเช่าห้องชุด คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                   จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า บริษัทบ. จำกัด ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสองตามทางการค้าปกติของตน บริษัทบ. จำกัด จึงอยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ จำเลยทั้งสองประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และจำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับโอนกิจการรวมถึงสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าว จึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกัน ส่วนโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเพียง ๑ ห้อง แม้มีข้อตกลงให้นำห้องชุดดังกล่าวออกให้เช่าและชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสอง ก็ถือเป็นวิธีการขายห้องชุดให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจให้เช่าห้องชุด ทั้งมูลคดีที่โจทก์ทั้งสองอ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยที่ ๑ ไม่โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาตามสัญญา โจทก์ทั้งสองจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดจึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ ซึ่งโจทก์ทั้งสองฟ้องให้รับผิดรวมกันมาในคดีนี้ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา

ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์