คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ก. โจทก์
ที่ ๑๒๑๒/๒๕๖๖ นาย ว. จำเลย
จำเลยประกอบธุรกิจร้านขายนาฬิกาและขายนาฬิกาแก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อนาฬิกานั้นเป็นบุคคลธรรมดา แม้มีข้อตกลงว่าจำเลยจะรับซื้อนาฬิกาคืนในราคาสูงกว่าราคาเดิม ก็ถือเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินกับสถาบันการเงิน และเป็นวิธีการขายนาฬิกาของจำเลยให้ได้จำนวนมากเมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำเป็นปกติในทางการค้า พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงเป็นผู้บริโภค เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลซื้อขายนาฬิกา จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของร้านจำหน่ายนาฬิกาชื่อ “บ.” หรือ “B.” จำเลยโฆษณาขายนาฬิกา ยี่ห้อโรเล็กซ์ รุ่นซับมารีนเนอร์ ราคา ๓๖๕,๐๐๐ บาท ผ่านทางแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก โดยมีเงื่อนไขในการเสนอขายว่า เมื่อผู้ซื้อถือครองนาฬิกาครบกำหนด ๑๘ เดือน จำเลยตกลงรับซื้อคืนสินค้าในสภาพเดิมพร้อมเพิ่มเงินกำไรให้แก่ผู้ซื้ออีก ๑๐,๐๐๐ บาท ของราคาสินค้าที่ได้ซื้อไปจากจำเลย โจทก์ตกลงซื้อนาฬิกาเรือนดังกล่าวจากจำเลย โดยโจทก์ชำระเงินและรับมอบนาฬิกาแล้ว เมื่อครบกำหนดตามเงื่อนไข โจทก์แจ้งความจำนงขายคืนสินค้าตามเงื่อนไขพิเศษแล้ว แต่จำเลยขอเลื่อนการรับซื้อคืนออกไปอีก ๑ ปี ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรับซื้อนาฬิกาคืนหรือชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์ซื้อนาฬิกาตามฟ้องจากจำเลยเพื่อการลงทุนโดยหวังผลกำไรจากการขายคืน คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจร้านขายนาฬิกาและขายนาฬิกาแก่โจทก์ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อนาฬิกานั้นเป็นบุคคลธรรมดา แม้มีข้อตกลงว่าจำเลยจะรับซื้อนาฬิกาคืนในราคาสูงกว่าราคาเดิม ก็ถือเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินกับสถาบันการเงิน และเป็นวิธีการขายนาฬิกาของจำเลยให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำเป็นปกติในทางการค้า พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่าโจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง โจทก์จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในมูลซื้อขายนาฬิกาจึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค
วินิจฉัย ณ วันที่ ๑๕ เดือน ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
สุวิชา นาควัชระ
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา
ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์