ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์         นายร. ที่ ๑ กับพวกรวม ๒ คน                 โจทก์

ที่  ๑๔๒/๒๕๖๗                                บริษัทป. จำกัด ที่ ๑ กับพวกรวม ๔ คน      จำเลย

                   โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและผู้ถือหุ้น ส่วนจำเลยที่ ๔ เป็นผู้ถือหุ้น โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดในโครงการป. กับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๑ ห้อง ซึ่งมีการโฆษณารับประกันค่าเช่าสุทธิ ๗% เป็นเวลา ๑๕ ปีภายหลังทำสัญญา โจทก์ทั้งสองชำระเงินค่าสิทธิการเช่าบางส่วนให้แก่จำเลยที่ ๑ แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ก่อสร้างอาคารชุดให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญา ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย โจทก์ทั้งสองจึงบอกเลิกสัญญาโดยโจทก์ทั้งสองตรวจสอบงบการเงินของจำเลยที่ ๑ พบว่าให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ กู้ยืมเงินไปโดยไม่คิดดอกเบี้ยและไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยและชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ และขอใช้สิทธิของจำเลยที่ ๑ เรียกหนี้เงินกู้จากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คืนเพื่อนำมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

โจทก์ทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่าคดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค

                  พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา๓คดีผู้บริโภคหมายความว่า(๑)คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ทั้งสองตามทางการค้าปกติของตน จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลธรรมดาทำสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุดเพียง ๑ ห้อง แม้จำเลยทั้งสี่อ้างในคำร้องว่าโจทก์ทั้งสองเป็นนักลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์และมีข้อตกลงรับประกันค่าเช่าก็ถือเป็นวิธีการขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจซื้อขายหรือให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์ทั้งสองแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง ทั้งมูลคดีที่โจทก์ทั้งสองอ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยที่ ๑ ไม่ก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญาโจทก์ทั้งสองจึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ คืนเงินอันมีมูลจากสัญญาจะซื้อจะขายสิทธิการเช่าห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งโจทก์ทั้งสองฟ้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ และขอใช้สิทธิเรียกหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ ๑ คืนจากจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ รวมกันมาในคดีนี้ ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

               (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                ประธานศาลอุทธรณ์