ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                        มูลนิธิ ฮ                                          โจทก์

ที่  ๑๖๓/๒๕๖๗                                                 นางสาว อ ที่ ๑ กับพวกรวม ๔ คน            จำเลย

                                                                            

                  โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทมูลนิธิ มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งโรงพยาบาล และได้จัดตั้งโรงพยาบาลเพื่อดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยอนาถาโดยไม่คิดมูลค่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาขอรับทุนจากโจทก์เพื่อเป็นทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรีมีข้อตกลงว่า เมื่อจำเลยที่ ๑ สำเร็จการศึกษาแล้ว จำเลยที่ ๑ ต้องเข้าทำงานที่โรงพยาบาลของโจทก์เป็นระยะเวลา ๒ เท่าของระยะเวลาที่ได้รับทุน หากจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญายอมชดใช้ทุนเป็นจำนวน ๒ เท่าของเงินทุนที่ได้รับไป หากไม่อาจชำระทุนคืนภายในกำหนดโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ย มีจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ ๑ ตกลงร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ โดยมีจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ ๒ ให้ความยินยอม กับมีจำเลยที่ ๔ ทำสัญญาค้ำประกันการขอรับทุนการศึกษาของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ โดยไม่มีดอกเบี้ยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในระหว่างการศึกษาตกลงจะผ่อนชำระคืนนับแต่เดือนแรกที่ปฏิบัติงาน หากผิดสัญญาโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยมีจำเลยที่ ๒ ตกลงร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ จบการศึกษาและเข้าทำงานใช้ทุนคืนบางส่วนแล้วละทิ้งงาน อันเป็นการผิดสัญญาขอรับทุนและผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินตามสัญญาพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                 ศาลชั้นต้นส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                 โจทก์ยื่นคำแถลงว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

               พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ และ (๓) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) ได้ความตามคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทมูลนิธิ มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งโรงพยาบาล การที่โจทก์ให้เงินทุนแก่จำเลยที่ ๑ เพื่อศึกษาในระดับปริญญาตรีและให้กู้ยืมเงินไม่มีดอกเบี้ยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาก็เพื่อแสวงหาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าทำงานเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและก่อประโยชน์แก่การประกอบกิจการ โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ ขอรับทุนการศึกษาจากโจทก์และทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษาโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ในมูลผิดสัญญาขอรับทุนและกู้ยืมเงิน โดยให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดในฐานะผู้ให้ความยินยอมและผู้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในการทำสัญญาดังกล่าวและตกลงรับผิดหากเกิดความเสียหายแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งโจทก์ฟ้องให้ร่วมรับผิดในฐานะสามีของจำเลยที่ 2 ถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๓)

         วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

 

นางสุวิชา   นาควัชระ

ประธานศาลอุทธรณ์