คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ บริษัท บ. โจทก์
ที่ ๑๙๔/๒๕๖๗ บริษัท ก. ที่ ๑ กับพวกรวม ๙ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป เดิมจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคาร ก. ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราและวิธีการที่กำหนดไว้ในสัญญาและประกาศธนาคาร โดยจดทะเบียนจำนองทรัพย์สินเป็นประกัน กับมีนาย ป. และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัด ต่อมาทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารแล้วยังผิดนัดชำระหนี้ และนาย ป.ถึงแก่ความตาย มีจำเลยที่ ๓ เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาธนาคารโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งเก้าเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งเก้าร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และบังคับจำนอง
จำเลยที่ ๑ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ ให้การต่อสู้คดีหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๗ และที่ ๙ ขาดนัดยื่นคำให้การ
จำเลยที่ ๑ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๘ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็น
คดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า ธนาคาร ก. ประกอบการธนาคารพาณิชย์และทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยที่ ๑ โดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน ธนาคารดังกล่าวจึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ โจทก์ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์และเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้และหลักประกันจากธนาคารดังกล่าวจึงเป็นผู้สืบสิทธิและอยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเช่นกัน ส่วนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ขอสินเชื่อนั้นเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการค้าแสวงหากำไร จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารเพื่อนำเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ในมูลสินเชื่อตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด กู้ยืมเงิน และบังคับจำนอง โดยให้จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๙ ในฐานะผู้ค้ำประกัน กับให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ป. ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔)
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์