ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์               นางสาว ส                                                         โจทก์

ที่ ๒๘๐/๒๕๖๗                                          นางสาว บ ในฐานะผู้จัดการมรดก ของนาย ส ที่ ๑

                                                             กับพวกรวม ๑๑ คน                                                            จำเลย                       โจทก์ฟ้องว่า นาย ส ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน ๓,๙๖๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ภายหลังทำสัญญานายสมศักดิ์ผิดนัดไม่ชำระหนี้และต่อมานายสมศักดิ์ถึงแก่ความตาย มีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดก และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ เป็นทายาทโดยธรรม โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

                        จำเลยที่ ๑ ที่ ๔ ถึงที่ ๘ ที่ ๑๐ และที่ ๑๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

                 จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๙ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

                      จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

 

                   พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ให้นาย ส กู้ยืมเงินโดยเรียดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน และจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลจังหวัดปทุมธานีได้ความว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงินอีกหลายคดี พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์ให้นาย ส กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนนาย ส ซึ่งเป็นผู้กู้และอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้น ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากเงินกู้ยืมอีกต่อหนึ่ง นาย ส จึงเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อนาย ส ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้จัดการมรดก และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๑ เป็นทายาทโดยธรรม จำเลยทั้งสิบเอ็ดจึงสืบสิทธิและอยู่ในฐานะผู้บริโภคด้วยเช่นกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดในมูลกู้ยืมเงิน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์