ค้นหาคำวินิจฉัย

 

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์         บรรษัท ป.                                                                              โจทก์

ที่ ๒๙๔/๒๕๖๗                                 นางสาว อ. ในฐานะทายาทโดยธรรมและผู้จัดการมรดกของนาย ส.

                                  และ นาง อร. ที่ ๑ กับพวก                                            จำเลย

        โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม พ.ศ. ๒๕๓๔ มีวัตถุประสงค์ค้ำประกันสินเชื่อแก่ภารธุระอุตสาหกรรมขนาดย่อมให้ได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินจำนวนมากขึ้น หนี้แรก ธนาคาร ท. นาย ส. และนาง อร. ร่วมกันขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันการขอสินเชื่อตามสัญญากู้ยืมเงิน ๖๙๐,๐๐๐ บาท และสัญญาบัญชีเดินสะพัด วงเงิน ๓,๔๐๐,๐๐๐ บาท หนี้ที่ ๒ ธนาคาร อ. และนาง อร. ร่วมกันขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันการขอสินเชื่อตามสัญญากู้ยืมเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ตกลงทำหนังสือ ค้ำประกันการขอสินเชื่อให้แก่ธนาคาร ท. วงเงินค้ำประกันไม่เกิน ๒.๑๒๖,๕๐๐ บาท และทำหนังสือค้ำประกันการขอสินเชื่อให้แก่ธนาคาร อ. วงเงินค้ำประกัน ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยนาย ส. และนาง อร. ตกลงชำระค่าธรรมเนียมตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการค้ำประกันสินเชื่อของโจทก์ ภายหลังทำสัญญานาย ส. และนาง อร. ผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารทั้งสองแห่งจึงยื่นฟ้องนาย ส. และนาง อร. กับมีหนังสือถึงโจทก์เพื่อขอรับเงินประกันชดเชย โจทก์จึงชำระค่าประกันชดเชยให้แก่ธนาคารทั้งสองแห่งไปแล้วรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ย โจทก์ตรวจสอบแล้วนาย ส. และนาง อร. ถึงแก่ความตาย มีจำเลยทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรม โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย
แก่โจทก์

   ศาลแพ่งส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

                      พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ค้ำประกันสินเชื่อแก่ภารธุระอุตสาหกรรมขนาดย่อมให้ได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินจำนวนมากขึ้น โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันสินเชื่อที่นาย ส. และนางอร. ได้รับจากธนาคาร ท.และธนาคาร อ. โดยเรียกค่าธรรมเนียมเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนนาย ส. และนาง อร.เป็นบุคคลธรรมดา ขอสินเชื่อจากธนาคารทั้งสองแห่งซึ่งเป็นสถาบันการเงิน โดยตกลงให้ธนาคารทั้งสองแห่งนั้นขอให้โจทก์ออกหนังสือค้ำประกันการขอสินเชื่อดังกล่าว เมื่อจำนวนสินเชื่อไม่มากและไม่ปรากฏว่านาย ส. และนาง อร. นำไปใช้ในการประกอบธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ นาย ส. และนาง อร. จึงอยู่ในฐานะผู้รับบริการและเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จำเลยทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรมจึงสืบสิทธิและอยู่ในฐานะผู้บริโภคเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ในมูลการขอให้ออกหนังสือค้ำประกัน จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

(นางสุวิชา   นาควัชระ)

ประธานศาลอุทธรณ์