ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                  นาย ย.                                       โจทก์

ที่ ๗๓๓/๒๕๖๗                                         บริษัท พ.                                    จำเลย

                     โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการค้าอสังหาริมทรัพย์ โจทก์เป็นชาวต่างชาติ ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดระยะยาวในโครงการ XXX กับจำเลย ๑ ห้อง ราคา ๓,๙๐๐,๐๐๐ บาท มีข้อตกลงว่าจำเลยจะก่อสร้างโครงการดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ และเมื่อโจทก์ชำระค่าซื้อขายครบถ้วน จำเลยจะจดทะเบียนการเช่าห้องชุดเป็นเวลา ๓๐ ปี ให้แก่โจทก์ และรับประกันการจ่ายผลตอบแทนรายปีให้แก่โจทก์ ตามอัตราที่กำหนดไว้เป็นเวลา ๑๕ ปี ภายหลังทำสัญญาโจทก์ชำระราคาซื้อขายให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยมิได้ชำรผลตอบแทนรายปีตามกำหนดแก่โจทก์ให้ครบถ้วน และมิได้จดทะเบียนสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์บอกกล่าวทวงถามและบอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินและชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

  จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า โจทก์เป็นนักธุรกิจและลงทุนเพื่อเก็งกำไร คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง

  จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

  พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตราคดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า จำเลยประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดให้แก่โจทก์ ตามทางการค้าปกติของตน จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนโจทก์เป็นบุคคลธรรมดาและเป็นชาวต่างชาติ ทำสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุดกับจำเลยเพียง ๑ ห้อง แม้มีข้อตกลงชำระเงินผลตอบแทนคืนแก่โจทก์ ก็ถือเป็นวิธีการขายสิทธิการเช่าห้องชุดของจำเลยให้ได้จำนวนมาก เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ประกอบธุรกิจให้เช่าห้องชุด พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ฟังไม่ได้ว่า โจทก์แสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากห้องชุดตามฟ้อง ทั้งมูลคดีที่โจทก์อ้างก็สืบเนื่องจากจำเลยไม่ชำระเงินผลตอบแทนรายปีและไม่จดทะเบียนการเช่าให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยอันมีมูลจากสัญญาซื้อขายสิทธิการเช่าห้องชุด จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)

   วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภค

                                                                         (นางสุวิชา   นาควัชระ)

                                                                          ประธานศาลอุทธรณ์