คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ นาย ท. โจทก์
ที่ ๓๖๕/๒๕๖๗ บริษัท ส. ที่ ๑ กับพวกรวม ๓ คน จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้บริโภค จำเลยที่ ๑ ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างบ้านพักอาศัยสไตล์ไทยประยุกต์ ๒ ชั้น ให้แก่จำเลยที่ ๓ ตกลงค่าจ้าง ๕,๕๒๕,๐๐๐ บาท แบ่งชำระตามงวดงาน ๑๒ งวด กำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จ ๒๕๐ วัน โดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้กำหนดแบบในการก่อสร้าง ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๒ ควบคุมการก่อสร้างอย่างละเอียดจนเป็นอุปสรรคทำให้การก่อสร้างล่าช้า โจทก์จึงไม่สามารถทำงานที่รับจ้างให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญา จึงมีการขยายระยะเวลาการก่อสร้างออกไปและคิดค่าปรับ เมื่อโจทก์ทำงานที่รับจ้างใกล้แล้วเสร็จและขอเบิกเงินค่างวด จำเลยทั้งสามกลับมีหนังสือแจ้งให้โจทก์หยุดทำงานที่รับจ้าง ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากสถานที่ก่อสร้าง และไม่ชำระค่าจ้างตามปริมาณงานที่แล้วเสร็จให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้และค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การต่อสู้คดีหลายประการโดยจำเลยที่ ๑ ให้การว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค ขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ ๑ ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ทำให้จำเลยที่ ๑ ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ ๑
จำเลยที่ ๓ ให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า จำเลยที่ ๓ ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ก่อสร้างบ้านพักอาศัยตามฟ้อง จำเลยที่ ๓ ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลจังหวัดสระแก้วส่งคดีให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้อง คำให้การ ฟ้องแย้ง คำให้การแก้ฟ้องแย้ง และข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงต่อศาลจังหวัดสระแก้วว่า โจทก์ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โจทก์รับจ้างจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ก่อสร้างบ้านพักอาศัยโดยเรียกค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงมิใช่ผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โจทก์จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ ส่วนจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างและอยู่ในฐานะผู้รับบริการนั้นเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร มีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาว่าจ้างช่วงโจทก์สร้างบ้านพักอาศัยตามฟ้อง อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจอีกต่อหนึ่ง จำเลยที่ ๑ จึงมิใช่ผู้บริโภค แต่อยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในมูลสัญญาจ้างทำของ โดยให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดตามฟ้อง จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง ๓ (๔) สำหรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ซึ่งยื่นฟ้องภายหลังที่มีการฟ้องคดีนี้ ไม่เป็นคดีผู้บริโภคตามนัยมาตรา ๒๑
วินิจฉัยว่าไม่เป็นคดีผู้บริโภค
(นางสุวิชา นาควัชระ)
ประธานศาลอุทธรณ์