ค้นหาคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์                      นางสาวอ.                          โจทก์

ที่  ๓๘๙/๒๕๖๘                                           นางสาวจ.                       จำเลย

                โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ว่า จำเลยยินยอมชดใช้เบี้ยปรับเพื่อชดเชยความเสียหายในการชำระดอกเบี้ยล่าช้าจากการกู้ยืมเงินของจำเลยกับพวกในมูลหนี้กู้ยืมเงิน ๓๓,๘๐๐,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ และจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้กู้ยืมเงินโจทก์อีกเป็นเงิน ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ ภายหลังทำบันทึกข้อตกลง จำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์และบังคับจำนอง

                 จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการและให้การว่า คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและคำให้การว่า โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงิน โดยมีการเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนและจากการตรวจสอบของเจ้าพนักงานคดีศาลชั้นต้นปรากฏว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องบุคคลอื่นในมูลให้กู้ยืมเงินหลายคดีพฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้เชื่อได้ว่า โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทนตามทางการค้าปกติของตน โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้นั้น แม้เป็นบุคคลธรรมดา แต่ได้ความตามเอกสารท้ายคำฟ้องว่า จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทท. จำกัด และบริษัทร. จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบการค้าแสวงหากำไร จำเลยทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ว่า จำเลยยินยอมชดใช้เบี้ยปรับเพื่อชดเชยความเสียหายในการชำระดอกเบี้ยล่าช้าจากการกู้ยืมเงินของบริษัทดังกล่าวในมูลหนี้กู้ยืมเงิน ๓๓,๘๐๐,๐๐๐ บาทและจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์อีกเป็นเงิน ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาท พฤติการณ์แห่งคดีในชั้นนี้ส่อแสดงว่า จำเลยกู้ยืมเงินเพื่อนำไปใช้ในกิจการของบริษัทดังกล่าว อันเป็นการแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากเงินกู้ยืมที่ได้รับอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงมิใช่ผู้บริโภค โจทก์และจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคต่อกันตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตราเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ในมูลกู้ยืมเงิน จึงมิใช่คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) ทั้งไม่เข้าเกณฑ์เป็นคดีผู้บริโภคตามมาตรา ๓ (๒) ถึง (๔)

                   วินิจฉัยว่า ไม่เป็นคดีผู้บริโภค

 

(นายอดิศักดิ์   ตันติวงศ์)

ประธานศาลอุทธรณ์