คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ วัดม. โจทก์
ที่ ๓๙๐/๒๕๖๘ นางสาวท. จำเลย
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินธรณีสงฆ์โฉนดที่ดินเลขที่ XXXX แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อกรุงเทพมหานคร จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินธรณีสงฆ์ดังกล่าวบางส่วน เนื้อที่ ๑๓.๕๐ ตารางวา จากโจทก์เพื่อใช้อยู่อาศัย กำหนดเวลา ๓ ปี ตกลงชำระค่าเช่าตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าและยังคงครอบครองทรัพย์สินที่เช่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าที่ดินดังกล่าวต่อไปจึงบอกเลิกสัญญาเช่า ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไป ให้ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนในสภาพเรียบร้อย และชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีผู้บริโภค จึงไม่รับคำฟ้องแต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ คืนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมด
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคส่งคดีแทนศาลชั้นต้นให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่
พิเคราะห์แล้ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ โจทก์อ้างตามคำฟ้องว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ โจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินโดยเรียกค่าเช่าเป็นค่าตอบแทน อันเป็นการประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ตามปกติทางการค้า ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ การซื้อและขาย หมายความรวมถึงการเช่าและให้เช่าด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขายและเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนจำเลยเป็นผู้เช่าและอยู่ในฐานะผู้ซื้อนั้น จำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์เพื่ออยู่อาศัย ไม่ปรากฏว่าแสวงประโยชน์โดยตรงทางธุรกิจจากทรัพย์ที่เช่าอีกต่อหนึ่ง จำเลยจึงอยู่ในฐานะเป็นผู้บริโภคตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันมีมูลจากสัญญาเช่า จึงเป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑)
วินิจฉัยว่า เป็นคดีผู้บริโภค
(นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์)
ประธานศาลอุทธรณ์